http://www.facebook.com/TheInnocentBandSociety#!/notes/the-innocent-band-society/buhri-kitar-raeng-bandal-ci-laea-dek-chay-chatri-khng-suwrrn/138224622894290
จากเด็กคนหนึ่งที่ชอบเล่นกีตาร์ตลอดเวลา ถึงมือกีตาร์และนักร้องนำของ The Innocent วงดนตรีขวัญใจวัยรุ่นไทยในยุค ‘80s ถึงการได้ร่วมงานกับคนดนตรีระดับตำนานของบ้านเราอย่าง เต๋อ-เรวัต พุทธินันทน์ ถึงการเป็นนักแต่งเพลง มือกีตาร์อัดเสียง โปรดิวเซอร์ และผู้บริหารค่าย RPG ในเครือ GMM Grammy ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของหลายศิลปินระดับประเทศ ถึงผู้ก่อตั้ง Craftsman Record ค่ายเพลงที่โดดเด่นด้วยดนตรีอันมีเอกลักษณ์ ถึงมือกีตาร์ที่กำลังจะออกอัลบั้มเดี่ยวของตัวเองเป็นครั้งแรกในชีวิต โดยใช้ชื่ออัลบั้มว่า Into the Light
และนี่คือเรื่องราวการเดินทางจากเด็กคนหนึ่ง ถึงเด็กคนหนึ่งที่ชอบเล่นกีตาร์ตลอดเวลา ของ โอม-ชาตรี คงสุวรรณ
เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นจากบุหรี่ สิ่งที่ดูเหมือนจะไม่สลักสำคัญอะไรอย่าง บุหรี่นี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นแห่งความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของชาตรี
วันหนึ่ง ชาตรีลืมกินข้าวเย็น ทั้งๆ ที่ต้องประชุมถึง 4 ทุ่ม พอคุยงานเสร็จ ขณะที่กำลังจะเก็บของกลับบ้าน เขาก็รู้สึกคลื่นไส้คล้ายตัวเองกำลังจะเป็นลม พอกลับถึงบ้านชาตรีนอนกระสับกระส่ายครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความโมโห โมโหบุหรี่ “การสูบบุหรี่จัดทำให้เป็นถึงขนาดนี้เลยหรือ” เขาถามตัวเอง “ถ้าอย่างนั้นเลิกดีกว่า” เขาตอบตัวเอง วันต่อมาชาตรีก็เริ่มต้นปฏิบัติการหักดิบ ด้วยการบอกคนรอบข้างทุกคนว่า “ผมเลิกสูบบุหรี่แล้ว”
หลังจากนั้น ชาตรีก็ทำให้นิ้วของตัวเองไม่ว่างพอจะคีบบุหรี่ด้วยการจับคอร์ด และดีดกีตาร์ “การเล่นกีตาร์เป็นวิธีที่ดีมากที่ทำให้ผมไม่แตะบุหรี่ จากเมื่อก่อนที่กลับถึงบ้านแล้วจะนั่งฟังเพลงหรือทำอย่างอื่น ก็จับกีตาร์ขึ้นมาเล่นไปเรื่อยๆ บางวันกลับถึงบ้าน 4-5 ทุ่ม ก็เล่นต่อจนถึงเช้า พอเลิกบุหรี่ได้ปั๊บ ก็เลยติดกีตาร์แทน (หัวเราะ) มันทำให้ผมรู้สึกว่า นี่แหละตัวผมเลย สิ่งที่เป็นตัวผมจริงๆ คือการเป็นมือกีตาร์ นักแต่งเพลง และเล่นดนตรี ผมเลยตัดสินใจว่าช่วงเวลาต่อจากนี้ ผมจะกลับมาเป็นนักดนตรีจริงๆ”
ถึงจะคลุกคลีอยู่ในวงการเพลงมาหลายสิบปี แต่บทบาทของโปรดิวเซอร์กับศิลปินก็ต่างกันลิบลับ การจะกลับมาอยู่เบื้องหน้าอีกครั้งของชาตรีจึงไม่ใช่ว่าพอตื่นขึ้นในเช้าวันต่อมา แล้วจะทำได้เลย
“นักดนตรีจะต้องฝึกซ้อมทุกวัน ทุกวันนี้ผมก็กลับมาซ้อมกีตาร์เยอะ ร้องเพลงเยอะ จนบางทีเพื่อนฝูงรำคาญ นี่เรื่องจริงเลย (ยิ้ม) เขาสงสัยว่าคนที่ต้องประชุมเยอะๆ อย่างผมทำไมถึงหันมาเล่นกีตาร์ตลอดเวลา แล้วยังชอบไปแจมดนตรีมากกว่าไปคุยธุรกิจ และยังเริ่มหัดร้องเพลงด้วย ซึ่งที่ผ่านมาผมจะนั่งคุมคนอื่นร้องมากกว่า พอต้องร้องเอง รู้เลยว่ามีอีกเยอะที่ต้องฝึกฝนและศึกษาเพิ่มเติม ซึ่งผมก็จะซื้อหนังสือมาอ่านและฝึกตาม ทำให้คนในครอบครัวกับเพื่อนบ้านในซอยได้ยินผมร้องเพลงโหวกเหวกทุกวัน บางวันผมก็ไปเรียนกับน้องๆ AF กลายเป็นคนชอบเรียนไปเลย ด้วยความที่เราสามารถเรียนรู้ได้ไม่จบสิ้น
ชาตรีเล่าว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเขาแต่งเพลงเก็บไว้ได้ถึง 200 เพลง ซึ่งการแต่งเพลงไว้เยอะๆ นั้นส่งผลดีทุกด้านต่ออาชีพนักดนตรี นอกจากจะช่วยให้สามารถคัดสรรเพลงดีๆ มารวมไว้ในอัลบั้มแล้ว มันยังเหมาะกับสถานการณ์ของวงการเพลงไทยในตอนนี้ด้วย
“ผมเป็นศิลปิน สิ่งที่ผมรักที่สุดคือผลงานของตัวเอง เพราะมันคือสิ่งที่จะติดตัวผมไปตลอด ดังนั้น ศิลปินควรจะรักผลงานของตัวเองให้มากๆ ถ้าคิดแค่ว่าจะเอามันไปแลกเงิน แล้วหลังจากนั้นมันจะไปอยู่ที่ไหนก็ได้ มันก็น่าเศร้าตั้งแต่แรกแล้ว ถ้าเรารักผลงานของตัวเองมากๆ เราจะพยายามคิดแล้วว่าผลงานของเราได้อยู่ในที่ที่ดีไหม มันจะเกิดการใส่ใจ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องทำเพลงออกมาให้ดีด้วย ถ้าเพลงไม่ดี เอาไปดีลกับใครเขาก็ไม่เอา ให้ดาวน์โหลดฟรีๆ คนยังไม่สนใจเลย”
ชาตรีบอกว่าหากอยากจะทำเพลงออกมาให้ดีก็ต้องทำเพลงอย่างมีแรงบันดาลใจ
“แรงบันดาลใจคือสิ่งที่สำคัญที่สุดของคนดนตรี คุณต้องมีแรงกระตุ้น คุณต้องอยากทำ ถ้าใครเบื่อคนนั้นก็ลำบากแล้ว ซึ่งผมก็ไม่เคยเบื่อเลย เพราะผมชอบฟังเพลง เล่นดนตรี ดูคอนเสิร์ต ผมพบว่าการอยู่กับดนตรีไม่มีความน่าเบื่อ เวลามีคนบอกว่าเบื่องานเพลง ผมไม่เข้าใจ คุณเบื่อเพื่อนร่วมงานหรือเบื่ออย่างอื่นหรือเปล่า แล้วมาโมเมเอากับงานเพลง เพราะโลกของดนตรีกว้างมาก ผมชอบไปยืนกลางร้านซีดีใหญ่ๆ แล้วมองไปรอบๆ เพราะมันทำให้เรารู้ว่าตัวเองเป็นแค่เสี้ยวเดียวของวงการดนตรีโลก มีเพลงอีกตั้งเยอะที่เรายังไม่รู้จัก ซึ่งผมชอบความรู้สึกนี้มาก
“ใครถนัดสร้างแรงบันดาลใจแบบไหนก็ทำแบบนั้น สำหรับผม วิธีหนึ่งคือการฟังเพลง ซึ่งผมต้องฟังทุกวันอาจเบื่อ The Beatles ก็ฟัง Bee Gees หรือเบื่อฮาร์ดคอร์ก็ฟัง Maroon 5 เบื่อ Maroon 5 ก็ฟัง Jamie Cullum แล้วพยายามคบคนเก่งๆ คนที่ทำงานจริงจัง ผมชอบไปแจมกีตาร์กับคุณป๊อป The Sun กลับมาแล้วมีไฟ เล่นดีขึ้นแน่ๆ ศิลปินชอบอ้างว่าไม่มีอารมณ์ทำงาน เพราะฉะนั้น เราก็ต้องสร้างบรรยากาศที่น่าทำงานขึ้นมา ต้องพยายามเอาตัวเองไปอยู่ในจุดที่มีแรงบันดาลใจ เพราะถ้าจะสร้างงาน เราต้องรู้ก่อนว่าเราจะสร้างงานไปทำไม ถ้าไม่รู้ มันก็เหมือนเราไม่รู้ว่า ตัวเอง เป็นใคร ทำเพื่ออะไร เบื่อแน่ๆ (หัวเราะ)”
อีกแรงบันดาลใจที่ชาตรียึดถือเป็นแบบอย่างคือการทำงานของวงร็อครุ่นใหญ่ระดับโลกทุกวง ในแง่ของการพยายามรักษามาตรฐานสูงๆ ในการทำเพลงของตัวเองเอาไว้ อย่าง Aerosmith แม้สมาชิกวงจะอายุเฉียด 60 แล้ว แต่วงดนตรีรุ่นใหม่ๆ ยังต้องยกนิ้วให้
ชาตรีบอกว่า ศีลข้อหนึ่งที่คนดนตรีทุกคนควรปฏิบัติคือการน้อมรับฟังคำวิจารณ์
ทุกวันนี้ชาตรีเล่นกีตาร์เกือบตลอดเวลา ตื่นนอนก็เล่นก่อนนอนก็เล่นขนาดประชุมกันยังเล่น เล่นจนชิน โดยไม่ได้คิดว่าเป็นการฝึกฝนอย่างมุมานะ แต่เล่นกีตาร์ด้วยความรู้สึกว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
“Carlos Santana เคยบอกว่าเขาเล่นกีตาร์เพื่อขัดเกลาจิตใจให้สะอาด แต่ผมเล่นกีตาร์เพื่อฝึกฝนให้ตัวเองสามารถเล่นได้ดีขึ้น ต้องสู้กับตัวเอง ถ้าขี้เกียจก็จะไปได้ไม่ถึงไหน ซึ่งพอทำบางอย่างได้ ผมก็นำมันมาขัดเกลาดนตรีของตัวเอง ดังนั้น พอเล่นกีตาร์ได้ดี ผมก็จะสร้างงานเพลงที่ดีได้ด้วย ถ้าเราปฏิบัติอย่างถูกต้องกับดนตรี ดนตรีก็ปฏิบัติกับเราอย่างถูกต้องเหมือนกัน สำหรับผมแล้ว การเล่นกีตาร์คือทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นการอยู่ในสภาวะที่ดีที่สุดของผม เป็นช่วงเวลาที่ผมได้อยู่กับตัวเอง และเป็นช่วงเวลาที่ผมเป็นตัวเองที่สุด
ชาตรีบอกว่าการเล่นดนตรีเป็นเรื่องสนุก หากใครเล่นดนตรีแล้วเครียดก็ต้องหาจุดที่ตัวเองสนุกกับดนตรีให้ได้ซึ่งวิธีที่ง่ายที่สุดคือการทำตัวเป็นเด็ก เพราะช่วงเวลาที่สนุกที่สุดในการเล่นดนตรีก็คือตอนเด็กๆ
“ผมชอบไปดูเด็กเล่นดนตรี เพราะการได้เห็นเด็กเล่นดนตรีในขณะที่เขากำลังพยายามอย่างเต็มที่ มันส่งผ่านพลังมาถึงผมด้วย ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ผมชอบบอกน้องๆ นักดนตรีคือ ทุกวันนี้พอมีชื่อเสียงแล้ว มันจะมีเรื่องให้คิดเยอะ มีข้อแม้เยอะ ชีวิตจะเป็นจะตาย ผมอยากให้เขานึกถึงวันแรกๆ ที่เล่นดนตรี วันแรกๆ ไม่มีใครมาค้างคุณเล่น ส่วนใหญ่คุณต้องหาทางเล่นเอง อย่างผมก็เก็บเงินค่าขนมมาจ่ายค่าเช่าห้องซ้อมกับเพื่อนๆ ซ้อมเสร็จก็ไปหางานเล่น บางทีหลายเดือนถึงจะมีสักงาน จากนั้นก็ตื่นเต้นไปอีกหลายเดือน พอโตขึ้น ความรู้สึกแบบนี้หายาก แต่มันเป็นความรู้สึกที่จริง”
จาก ส่วนหนึ่งของ คอลัมน์ Ways of Life โดย ผ่านฟ้า งามดูเพลิน นิตยสาร GM เดือน ธันวาคม 2550